Mind-set คืออะไรกันแน่?

จริงๆคำว่า mind-set เป็นคำที่พูดกันทั่วๆไปที่ติดปากกันทุกวันนี้ รวมถึงผมด้วยที่ไม่ได้หาความหมายหรือเข้าใจความหมายของมัน 100% ซึ่งที่ผมเข้าใจ mind-set มันก็คือกลุ่มของความคิดของคนๆนึง หรือของกลุ่มคน หรือบางทีก็เหลื่อมๆไปกับคำว่า attitude หรือทัศนคติของคนหรือกลุ่มคนนั้นๆ หรือบางทีก็แปลกันว่า กรอบความคิด

เรามาหาความหมายเล่นๆจากเว็บ Merriam Webster ดูดีกว่า ซึ่งในเว็บไซต์ได้แปลความหมายไว้ดังนี้

mind-set

noun\ ˈmīn(d)-ˌset  \

Definition of mind-set

1: a mental attitude or inclination
politicians trying to determine the mind-set of voters

2: a fixed state of mind 
His mind-set does not allow for new situations.

ซึ่งในความหมายแรกก็พูดถึงทัศนคติ(ทางด้านจิตใจ?) หรือความชอบ ความลำเอียง ความโน้มเอียง ทำให้ผมนึกถึงคำว่า Bias และในความหมายที่สองถ้าแปลตรงๆก็น่าจะเป็น สภาพที่คงที่ของจิตใจ ฟังดูเข้าเค้า กรอบความคิด

ซึ่งผมได้ฟัง PodCast : Random Thoughts From My Diary ตอนที่ 512 ของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ได้พูดถึงเรื่อง mind-set ไว้ และเล่าให้ฟังว่าคำว่างานที่ “สนุก” ก็เป็นหนึ่งใน mind-set ของเรา ซึ่งบางอย่างที่เราคิดว่างานนั้นสนุก งานนี้น่าเบื่อ งานนี้ไม่สนุกก็เรียกว่าเป็น mind-set ของเราได้ ซึ่งหากเราสามารถเปลี่ยน mind-set ของเราที่ทำให้งานที่ไม่สนุก มาเป็นมุมมองที่ทำให้สนุกได้ มันก็ทำให้เราสามารถเปลี่ยนมุมมองงานนั้นๆได้ หรือสิ่งอื่นๆได้เช่นกัน

ส่วนตัวผมชอบที่จะแปลความหมายออกไปในแนว Attitude หรือทัศนคติ หรือไปในแนววิธีคิดมากกว่าคำว่ากรอบความคิดยังไงชอบกล (จากในความหมายของ PodCast) ซึ่งเมื่อเราสามารถเปลี่ยนความคิดหรือทัศนคติของเรา ไม่ว่าจะเป็นงานที่น่าเบื่อแค่ไหน หรืองานที่ไม่สนุกให้เป็นความสนุก ความสร้างสรรค์ได้ แน่นอนว่าความสุขก็จะมีมากขึ้น และจะทำให้เรามีความคิดที่แก้ปัญหามากขึ้นด้วย

การที่ได้ฟัง PodCast นี้ทำให้ผมสามารถเป็น mind-set ของผมได้พอสมควรเลย 🙂

Soft Skill เพื่อพัฒนาตนเอง

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเข้าประชุม one-on-one meeting กับหัวหน้าซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ เพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการ feedback ทั้งฝั่งของหัวหน้าหรือทางฝั่งผมเอง ซึ่งในประเด็นของวันนั้นผมขอเอามาเข้าในกลุ่ม Soft Skill ในด้านการสื่อ

ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ค่อย feedback ที่เป็น negative feedback ให้กับหัวหน้าเท่าไหร่ (ยกเว้นจะหนักหนาจริงๆ) ในคำว่า negative feedback ของผมนั้นไม่ได้หมายความว่า feedback เรื่องการร่วมงานกับหัวหน้านะครับ 555+ แต่หมายถึงรวมๆ เช่น การทำงาน การประสานงานกับคนอื่น ปัญหาที่พบ เป็นต้น เพราะอยากจะพยายามลองปรับตัว หรือแก้ปัญหาที่พบด้วยตนเองก่อน ซึ่งจุดนี้เมื่อนำมาวิเคราะห์ตัวเองดูแล้ว ก็น่าจะเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวผมเอง ซึ่งจุดอ่อนที่ว่านั้นก็คือ อาจจะมีการ feedback ให้หัวหน้าช้าเกินไป

กลับมาที่ทางฝั่งหัวหน้าของผมนั้น ผมก็ได้รับ feedback หลายๆด้านเช่นกัน โดยส่วนนึงที่ผมวิเคราะห์สิ่งที่ได้รับและสิ่งที่ผมต้องเรียนรู้เพิ่มเติมให้มากขึ้นนั้นก็คือ Soft Skill ในเรื่องของ Communication บางอย่างของผมเอง

ในเรื่องนี้ยอมรับว่าส่วนตัวจะเป็นคนพูดตรงๆ อ้อมๆไม่ค่อยเป็น โดยเฉพาะช่วงที่ยุ่งมากๆ สมองส่วนกรองประโยคของผมนี่จะหายไปเลย 5555+ จะค่อนข้างห้วนๆในภาษาพิมพ์และภาษาพูด ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกไม่ดี เช่น เหมือนเป็นการสั่ง เป็นต้น โดยหัวหน้าได้แนะนำวิธีการพูดคือ ให้ใช้ประโยคคำถามเพื่อขอความช่วยเหลือแทน เพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังรู้สึกว่าไม่ได้เป็นการโดนสั่ง และยังคงรู้สึกว่าเขาสามารถที่จะช่วยเหลือได้ และเพิ่มคุณค่าให้กับทั้งผู้ฟังและผู้พูด

ส่วนนี้ผมยอมรับว่าพอได้ฟังปุ๊ป โอ้โห ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลยจริงๆ อาจจะเป็นเพราะการทำงานเดิมที่ผ่านมา จะพูดต้องพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม และลักษณะงานจะเป็น Hierarchy มากๆ จึงสามารถที่จะสื่อสารในเชิงตรงๆ (หรือพูดให้แย่หน่อยก็คือ สั่ง 🤣) แต่พอที่ทำงานใน Organization ที่ค่อนข้าง Flat นั้นอาจจะต้องระมัดระวังคำนิดนึง ซึ่งผมชอบ feedback นี้และต้องขอบคุณทางหัวหน้าผมมาก โดยรู้สึกว่าหัวหน้าใส่ใจมาก แม้เขาจะงานยุ่งมาก แต่ก็ยังใส่ใจรายละเอียด และพยายามอธิบายเพื่อให้ผมได้ปรับปรุงจุดนี้อย่างเข้าใจง่ายครับ และแน่นอนมันดีต่อทั้งตัวผมเอง และดีต่อการทำงานของทีม

ผมพยายามพิจารณาอารมณ์ การตอบสนองของตัวเองมากขึ้น และตอนนี้จะพยายามตอบให้ช้าลงในเวลาที่ยุ่ง เพื่อที่จะได้ลดปัญหาของสื่อสารทั้งในเรื่องเนื้อหาสาระ และอารมณ์ของผู้ที่อ่านหรือฟัง พยายามทบทวนคำก่อนส่งให้มีความเคยชินกับรูปแบบของคำ รูปแบบของประโยคให้มากขึ้น ….. หวังว่าถ้าชินแล้วน่าจะทำให้มีความเร็วขึ้นได้ การสื่อสารของผมก็น่าจะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้นครับ