หายไปนาน

ห่างหายจาก blog ไปพักนึง กำลังจะเริ่มกลับมาอัพเดทอีกครั้ง ตอนนี้มีงานอดิเรกกลับคืนมา 1 อย่างคือการถ่ายรูป จากที่ไม่ได้ถ่ายรูปมานานมากพอควร ตอนนี้ก็กลับมาเริ่มเรียนรู้จากพื้นฐานใหม่อีกครั้ง

อะ ดูรูปกันไปก่อนละกันนะ 🙂

Benjakiti Park by Keerati Tansawatcharoen on 500px.com

Benjakiti Park by Keerati Tansawatcharoen on 500px.com

Benjakiti Park by Keerati Tansawatcharoen on 500px.com

ทดลองใช้บริการเลาจ์ของ Future Park ครั้งแรก

วันนี้ได้มีโอกาสมาลองใช้บริการเลาจ์ของฟิวเจอร์พาร์ค (Future Park) ครั้งแรก ซึ่งผู้ที่จะใช้งานเลาจ์นี้ได้ต้องถือบัตร Platinum Member Card ของทางห้างแห่งนี้เท่านั้นครับ

จากที่ได้ถือบัตรนี้มานานเกิน 1 ปี และจำไม่ได้ว่าได้มายังไง 555 ก็เพิ่งได้เดินผ่านแถว Zpell ชั้น 1 เพื่อที่จะไปลานจอดรถและกลับบ้าน ทันใดนั้นเองก็ได้เหลือบไปเห็นเลาจ์สำหรับ Platinum Member Card เลยลองเข้าไปนั่งดู

ข้างในสวยหรูดีครับ โดยเข้าไปก็จะพบกับพนักงานที่นั่งหน้าเคาท์เตอร์และยื่นบัตรให้กับพนักงานครับและก็จะสามารถเข้ามาใช้งานได้เลย โดยบัตร 1 ใบสามารถมีผู้ติดตามได้ 2 คน คือรวมแล้วเข้าได้ 3 คนนั่งเอง

บรรยากาศภายในนั้นแบ่งเป็นที่นั่งหลายที่ครับ จัดวางสวยงาม มีห้องน้ำบริการสำหรับผู้ถือบัตรโดยเฉพาะด้วย (ซึ่งอยู่ภายในเลาจ์) รวมถึงมีบริการน้ำดื่มฟรี นิตยสารต่างๆ และ Wi-Fi (อันนี้ยังไม่ได้ลองใช้ ไว้รอบหน้า)

ตอนนี้น้ำดื่มจะมีอยู่ 3 อย่างคือ 1) น้ำเปล่า 2) น้ำส้ม 3) และน้ำแดงครับ (ลืมถ่ายรูปโซนนั้นมา) และที่ดูหรูหราเป็นพิเศษคือกระดาษทิชชู่มันดูแพงเหลือเกิน

ข้างในค่อนข้างเงียบครับ น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการสมาธิในการอ่านหนังสือ หรือนั่งทำงานเงียบๆครับ เพราะที่นี่เขามีข้อห้ามไม่ให้ส่งเสียงดัง รวมถึงการเข้ามาประชุมทางด้านธุรกิจ ถือว่าดีมากๆครับ

ถือว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่พยายามสร้างแบรนด์และจับกลุ่มลูกค้าที่ดูพรีเมียมมากขึ้น (เอาจริงๆแต่ละคนที่เข้ามา รวมถึงผมด้วยก็เสื้อยืดกางเกงยีนส์นะ) แต่จะแหวกแนวจากเลาจ์อื่นๆก็ตรงจะเน้นความเงียบสงบ ไม่เสียงดังเหมือนหลายๆที่ครับ (อาจจะเป็นช่วงแรกหรือเปล่าก็ต้องลองดูกัน)

รายละเอียดของเลาจ์ที่ฟิวเจอร์พาร์คนี้ก็ลองเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของเขาที่นี่ได้เลยฮะ

Visual Studio Team Services กลับมาเป็นปกติแล้ว

หลังจากที่ได้เจอว่าเมื่อวาน Visual Studio Team Services ล่ม ล่าสุดกลับมาใช้งานได้แล้ว น่าจะช่วงตี 5 ของวันนี้ตามเวลาประเทศไทย

เมื่อไปดูสถานะของเซิร์ฟเวอร์ของทาง Microsoft ก็มีล่มไปหลายตัว บางตัวล่มทุก Node บางตัวแค่บาง Node แต่ที่แจ็คพ็อตแน่นอนคือ Visual Studio Team Services นะฮะ 😂

ทดลองกาแฟร้าน After November

วันนี้ได้มีโอกาสมาทดลองกาแฟร้านใหม่ที่เปิดใกล้ๆแถวบ้าน เห็นมาสักพักหนึ่งแล้วแหละ แต่เพิ่งได้มีโอกาสมาทดลองครับ ชื่อร้านคือ After November ครับ อยู่แถวลำลูกกาคลอง 3 พอเลี้ยวเข้ามาในซอยปุ๊ปจะเห็นร้านอยู่ทางด้านขวามือ ใกล้ๆกับ 7-Eleven เลยครับ

พอเข้ามาแล้วชอบบรรยากาศของร้านมากครับ ด้วยความที่เห็นบรรยากาศของร้านที่ดูคุ้นๆ และรูปแบบของตัวอักษรของชื่อร้านก็ดูคุ้นๆ รวมถึงผมคุ้นกับหน้าตาของเจ้าของร้านและบาริสต้ามาก

After November

สรุปแล้วก็คือนี่ก็เป็นร้านกาแฟของดอีตแฟนของคุณสายป่านนั่นเองครับ ร้านก็อยู่ห่างกันไม่ไกลมากนะ น่าจะ 2-3 กิโลเมตรได้ แต่ผมชอบบรรยากาศตรงนี้มากกว่า ตรงที่ร้านมีความกว้างขวางกว่า และมีความชิลๆสบายๆกว่า

แต่ไม่ใช่ว่าร้านเดิมของสายป่านที่เปลี่ยนชื่อจาก 29 November เป็น Another Coffee จะไม่ดีนะครับ แต่ผมชอบแนวบรรยากาศแบบนี้มากกว่า (อีกอย่างผมไม่ได้เป็นพวกดราม่ากับเรื่องส่วนตัวดารา จึงไม่มีผลต่อการมาอุดหนุนของผมเลยแม้แต่น้อย)

ร้านนี้ก็มีกาแฟแปลกๆให้ลองเยอะเหมือนกันครับ หลายเมนูเลย แต่วันนี้ที่ผมลองคือเป็น Express Tonic คือเอากาแฟ Espresso มาผสมกับน้ำอัดลมอะไรสักอย่าง (จำไม่ได้ 555) แต่อร่อยอะ รสชาติแปลกดี ขมๆกาแฟ มีซ่าๆและเปรี้ยวหวานเล็กๆของน้ำอัดลมตาม

ส่วนตัวพอมานั่งคิดถึงชื่อของร้านแล้ว ก็แอบปนเศร้าและให้เห็นถึงความเข้มแข็งไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากร้านเก่าที่เปิดคู่กับคนรักเก่านั้นใช้ชื่อว่า 29 Novemeber และเมื่อเลิกรากันไปแต่ชีวิตต้องสู่ต่อเลยน่าจะเป็นที่มาของ After November (ผมคิดเอาเอง)

ก็มาลองกันฮะ เผื่อจะเป็นทางเลือกของร้านกาแฟแถวนี้และเผื่อจะชอบกัน ส่วนแผนที่ตามด้านล่างเลยนะ

ASP.NET Core กับ omise-dotnet

เกริ่นก่อนว่าได้เข้าไปลองดูตัวอย่างใน http://github.com/omise/examples ซึ่งในนั้นก็มีตัวอย่างสำหรับ ASP.NET เพียงแต่ว่าเป็นตัวอย่างที่รองรับการรันบน .NET Framework 4.5 (ละมั้งถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งถ้าเอามาลองรันบน macOS แล้ว เหมือนจะรันได้ แต่พอ Submit ปุ๊ปก็จะ error เกี่ยวกับ System.Web.UI

ซึ่งเท่าที่ทดลองค้นหาข้อมูลใน Google ก็พบว่ามันไม่รองรับ Web Forms นั่นเอง (https://docs.microsoft.com/en-us/aspnet/core/fundamentals/choose-aspnet-framework?view=aspnetcore-2.1)

ก็เลยทดลองเขียนตัวอย่างสำหรับ ASP.NET Core เสียเลย โดยก็แค่แปลงๆจากตัวอย่าง Code ของทาง Omise แบบง่ายๆเท่านั้น ซึ่งพอทดลองใช้แล้วก็ปรากฏว่าใช้งานได้ (ตอนแรก Submit ข้อมูลไม่ผ่าน เลยต้องไปหาว่า Razor ในสมัยนี้มันเขียนยังไงกันแน่)

ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ลองไปดาวน์โหลดมาทดสอบใช้งานกันได้ที่ GitHub ผมเลยคร้าบ

Omise Payment Flow สำหรับ 3-D Secure

Omise Payment Method

ก่อนที่จะอธิบาย Omise Payment Flow ขออนุญาตอธิบายถึงวิธีการสร้าง Charge หรือการชำระกับทาง Omise (อ่านว่า โอ-มิ-เซะ หลายคนอ่านกัน โอมิส 😂) ก่อน ซึ่งในตอนนี้มีหลายรูปแบบ โดยคร่าวๆที่ทราบตอนนี้คือมี

  1. Credit / Debit card ชำระผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ซึ่งสามารถแยกได้อีก 2 รูปแบบย่อยคือ Non 3-D Secure (Non 3DS) กับ 3-D Secure (3DS)
    บางคนงงว่า 3DS มันคืออะไร ก็ลองอ่านจากบทความนี้ดูครับ
  2. Internet Banking ชำระผ่านอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง
  3. Alipay (Online) ชำระผ่านอาลีเพย์แบบออนไลน์
  4. Bill Payment (Tesco Lotus) ชำระด้วยบาร์โค้ดที่เทสโก้โลตัส (ในบทความนี้จะไม่พูดถึงเรื่อง Bill Payment)

Continue reading “Omise Payment Flow สำหรับ 3-D Secure”

omise-react-native 0.0.4 มาแล้วว

ก่อนหน้านี้ผมได้สร้าง package สำหรับคนที่ต้องการใช้งาน Omise ด้วย react-native โดยสามารถสร้าง Token ได้

ที่ผ่านมาทาง Omise ได้มี API ใหม่ที่ชื่อว่า Source API (สำหรับ API version 2017-11-02 ขึ้นไป) ซึ่งเจ้า Source API นี้มันทำตัวคล้ายๆกับ Token แต่ไม่ได้สร้างขึ้นจากข้อมูลบัตรเครดิต แต่สร้างขึ้นเพื่อสำหรับชำระด้วยวิธีอื่นๆที่ไม่ใช่บัตรเครดิต เช่น Internet Banking, Alipay หรือ Bill Payment เป็นต้น ซึ่งตอนนี้ผมทำให้รองรับการสร้าง Source จาก Source API ของ Omise ได้เรียบร้อยครับ

Continue reading “omise-react-native 0.0.4 มาแล้วว”

เริ่มอ่านบทแรกของ The Phoenix Project

ต้องยอมรับว่ามีความกังวลพอสมควรกับการอ่านหนังสือในแนวนิยายที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ชอบอ่านหนังสือนิยายที่เป็นภาษาอังกฤษเอาซะเลย (ก็มันแปลไม่ออก และมีสำนวนเข้าใจยากเยอะชะมัด … แค่หนังสือภาษาไทยก็ขี้เกียจอ่านแล้ว 555)

แต่พอเริ่มที่อยากเก่งมากกว่านี้ (ทั้งในเชิงความรู้ และภาษา) มันก็หนีไม่พ้นหนังสือภาษาอังกฤษหรอก ก็เลยเอาวะ หัวหน้าก็แนะนำมา เราเองก็อยากเก่งแบบหัวหน้าด้วย เลยตัดสินใจซื้อหนังสือ The Phoenix Project นี้มาอย่างรวดเร็ว

จากที่อ่านบทแรกไปแบบข้ามหรือเดาๆคำศัพท์ที่ไม่รู้ ก็ปรากฏว่าเข้าใจแฮะ และขำไปกับมุกที่เข้าใจง่าย อาจจะเพราะตัวละครนั้นเหมือนเขียนมาจากชีวิตจริงคนไอทีเลยอะไรอย่างนั้น มันเลยสนุกอะ สนุกเลยแหละ

เลยวางแผนอ่านไปสักแปป แล้วกลับมาเก็บคำที่ไม่รู้เรื่อยๆ หรือคำไหนถ้าติดแล้วไม่เข้าใจคงหาแปลทันที

นานๆจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษแล้วสนุก